ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านหนองขาว

ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านหนองขาว เนื่องจากเป็นชุมชนที่มีการทอผ้ามาเป็นเวลานานโดยเฉพาะเป็นแหล่งผลิตผ้าขาวม้าร้อยสีในรูปแบบต่างๆ ทั้งเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย และผลิตภัณฑ์ของใช้

เดิมทีการทอผ้าในหมู่บ้านมักใช้ ‘ฝ้าย’ เป็นวัตถุดิบและใช้สีจากธรรมชาติ เช่น สีของเปลือกไม้หรือส่วนประกอบของไม้ ภายหลังพบปัญหาสีธรรมชาติไม่คงทน เมื่อใช้ผ้าเป็นเวลานาน ผืนผ้าจะมีสีซีดหรือจางลง

จึงมีการนำเอา ‘ไหมประดิษฐ์’ มาทดลองใช้เพื่อเพิ่มสีสันในผืนผ้า พบว่าให้สีสันที่หลากหลายสวยงาม เมื่อนำมาทอเกิดสภาวะคงตัว ไม่หด ไม่ยืด ซักน้ำสีไม่ตก โดยเฉพาะผ้าขาวม้าลายตาจัก ที่เป็นลายผ้าดั้งเดิมของคนโบราณและเป็นเอกลักษณ์ของชุมชน

เป็นชุมชนที่มีประวัติความมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ภายหลังสงครามชาวบ้านที่พากันหลบหนีภัยสงครามไปอยู่ตามเขากันเป็นเวลานาน ก็มารวมตัวกันทำกินบริเวณริมหนองน้ำใหญ่ที่

เรียกว่า หนองหญ้าดอกขาว ต่อมาชื่อหนองน้ำได้กลายเป็นชื่อเรียกสั้นๆ ว่าufa หนองขาว ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่ ชาวบ้านหนองขาวยังคงรักษาความเชื่อพื้นบ้าน ประเพณีพิธีกรรม และภูมิปัญญาพื้นบ้านให้สืบทอดต่อมาได้

อย่างไรก็ตาม จากกระบวนการปรับเปลี่ยนนั้นเองที่แสดงให้เห็นว่า ชาวบ้านชุมชนบ้านหนองขาวเป็นผู้มีศักยภาพในการปรับตัวเพื่อตอบรับและต่อสู้ต่อกระแสการรุกรานของวัฒนธรรมโลกานุวัตรด้วยวิธีการที่หลากหลาย และผสมผสานความรู้ทั้ง ของเก่า และใช้ประโยชน์จาก ของใหม่

วัดเมตตาธรรมโพธิญาณ

วัดเมตตาธรรมโพธิญาณ เป็นศูนย์กลางของศาสนาพุทธนิกาย โดยตัววัดสร้างจากไม้ทั้งหลัง มีพระโพธิสัตว์กวนอิมองค์ใหญ่แกะสลักจากไม้ สูง 12 เมตร และมีเจ้าแม่กวนอิมที่แกะสลักจากไม้หอมปางต่างๆอีกกว่า 100 ปาง

วัดเมตตาธรรมโพธิญาณ เป็นวัดมหายานจีนนิกาย มีชื่อเรียกภาษาจีนว่า “ฉื่อปุยซ้อผู่ทีเซียมยี่” ความเป็นมาในการสร้างวัดเริ่มจากในปี พ.ศ. 2537 พระอาจารย์เย็นหมง จากวัดโพธิ์เย็น อำเภอท่ามะกา ได้เดินทางธุดงค์มาปฏิบัติธรรมและเห็นว่าสถานที่มีความเหมาะสมที่จะสร้างวัด

จึงได้หารือกับญาติโยมหลายฝ่ายและได้รับการสนับสนุนการดำเนินงาน จึงได้ก่อตั้งมูลนิธิเมตตาธรรมโพธิญาณขึ้นและขอซื้อสิทธิที่ดินจากชาวบ้าน รวม 242 ไร่ufa และดำเนินการสร้างวัดตามขั้นตอนของทางราชการในปี พ.ศ.2542 ประชาชนทั่วไปนิยมเดินทางไปสะเดาะเคราะห์ ต่อชะตาและเสริมชะตาบารมี

พิพิธภัณฑ์อักษะเชลยศึก

พิพิธภัณฑ์อักษะเชลยศึก หรือ พิพิธภัณฑ์สงคราม จัดสร้างขึ้น เป็นกระท่อม ที่มีสภาพคล้าย ค่ายเชลยศึก สมัยสงครามโลก ครั้งที่ 2 เป็นที่รวบรวม ภาพวาด และภาพถ่าย ตลอดจนเครื่องมือ เครื่องใช้ ในสมัยนั้น นอกจากนั้น ยังมีเศษลูกระเบิดที่ตกอยู่ตามที่ต่าง ๆ ระหว่างสงคราม แสดงไว้ ในบริเวณรอบ

เป็นอาคารจำลองที่พักของเชลยศึก สร้างขึ้นด้วยไม้ไผ่หลังคามุงจาก ผนังทำเป็นฝาไม้รวกขัดแตะ ด้านในยกพื้นขึ้น กึ่งหนึ่งแล้วปูด้วยฟากไม้ไผ่ซึ่งใช้เป็นที่นอนสำหรับเชลย ส่วนตามผนังและเสาของอาคารจัดแสดง

ภาพถ่ายต่างๆ ทั้งภาพข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยและต่างประเทศ ภาพวาดสีน้ำโดยอดีตเชลยศึก ภาพสเก็ตช์เกี่ยวกับการสร้างสะพานและสภาพของเชลยศึกโดยอดีตหมอศัลยกรรมของกองทัพออสเตรเลีย จดหมายของเชลยศึก โปสต์การ์ดของนายทหารญี่ปุ่นที่ลูกหลานนำมามอบให้

ส่วนอาคารหลังที่สองนั้นเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนชั้นเดียว จัดแสดงเครื่องใช้ไม้สอยของเชลยศึก กองทัพญี่ปุ่น อาทิเช่นufabet หมวกทหาร ปืน ลูกระเบิด ค้อนตอกหมุดรางรถไฟ ขวดเหล้าสาเกญี่ปุ่น เป็นต้น ผนังด้านข้างจัดแสดงภาพถ่ายเชลยศึกที่รอดชีวิตจากสงคราม และพวกเขายังได้เคยมา เยี่ยมเยียนพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เพื่อรำลึกถึงความโหดร้ายที่ไม่เคยจางหายไปจากหัวใจพวกเขาเลยแม้แต่น้อย

ลักษณะภายในพิพิธภัณฑ์ ทำเป็นรูปตัวยู มีทางเข้าทางหนึ่ง และให้เดินออกอีกทางหนึ่ง สร้างเป็นโรงเรือนชั้นเดียวทำด้วยไม้ไผ่หลังคามุงจากแบบกระท่อม เพื่อถ่ายทอดให้รู้สึกเหมือนได้เดินเข้าไปในค่ายเชลยศึก ในช่วงที่ต้องตรากตรำความลำบากกับการสร้างทางรถไฟสายมรณะ ภายในกระท่อมทางเดิน จัดแสดงภาพถ่ายและภาพเขียน พร้อมคำบรรยายที่ให้เห็นความเป็นอยู่ของเหล่าเชลยศึก และประวัติศาสตร์สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง
อาคารด้านนอกแสดงเครื่องมือเครื่องใช้ของกองทัพญี่ปุ่น เช่น กระติกน้ำ ภาชนะภาคสนาม ดาบ อาวุธปืน ซากระเบิดที่พบเจอหลังจากสงคราม

พิพิธภัณฑ์ดอนตาเพชร

พิพิธภัณฑ์ดอนตาเพชร ว่ากันว่าเป็นแหล่งโบราณคดีในยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย มีการพบหลักฐานทางโบราณคดีและมีการดำเนินงานเกี่ยวกับแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ตั้งแต่ปี 2518

โดยเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2518 ได้พบโบราณวัตถุจำนวนมาก เช่น ใบหอก แหลน หัวธนู ขวาน และภาชนะสำริด รวมกันเป็นจำนวนกว่า 100 ชิ้น โบราณวัตถุดังกล่าวถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่อำเภอพนมทวน โรงเรียนวัดสาลวนาราม และวัดสาลวนาราม ต่อมากรมศิลปากรขอรับโบราณวัตถุทั้งหมดไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

ดอนตาเพชรเป็นแหล่งโบราณคดียุคโลหะที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่ง ที่นี่เคยมีการขุดค้นทางโบราณคดีหลายครั้ง ได้พบเครื่องมือเครื่องใช้จากเหล็กและสำริดจำนวนมากที่แสดงถึงเทคโนโลยีการ โลหกรรมขั้นสูงของคนที่นี่ นอกจากนี้แล้วโบราณวัตถุชิ้นสำคัญอื่นๆ ที่ได้พบในแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ เช่น จี้รูปสิงห์โตทำจากหินคาร์เนเลียน ตุ้มหูแบบลิง ลิง โอ และลูกปัดหินอาเกตและคาร์เนเลียนจำนวนมากยังบ่งชี้ว่า ดอนตาเพชรเคยเป็นชุมชนศูนย์กลางการค้าที่สำคัญระหว่างดินแดนตะวันออกและ ตะวันตก

จึงได้พบโบราณวัตถุจากดินแดนห่างไกลทั้งจากอินเดียและดินแดนทางตอนใต้ของจีน อยู่ที่แหล่งโบราณคดแห่งนี้ หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานจากการขุดค้นครั้งล่าสุดเมื่อ พ.ศ. 2543 ufaโดยสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 2 สุพรรณบุรี ซึ่งการทำงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมใน การจัดตั้งพิพิธภัณฑ์แหล่งโบราณคดีบ้านดอนตาเพชร ภายในโรงเรียนวัดสาลวนาราม ซึ่งปัจจุบันดำเนินการจัดตั้งแล้วเสร็จ

ถ้ำนกนางแอ่น

ถ้ำนกนางแอ่น ตั้งอยู่ ณ อุทยานแห่งชาติลำคลองงู จังหวัดกาญจนบุรี มีลำธารของห้วยลำคลองงูไหลผ่านตัวถ้ำ โดยสายน้ำจะมุดหายลงไปใต้ดินก่อนจะถึงตัวถ้ำและโผล่พ้นดินขึ้นมาอีกทีเมื่อถึงประมาณใจกลางถ้ำ แล้วก็จะมุดหายลงไปใต้ดินอีกครั้งเมื่อถึงช่วงบริเวณปลายถ้ำ

โดยสายน้ำจะมีความยาวตลอดตัวถ้ำประมาณ 3 กิโลเมตรufa ภายในถ้ำจะมีบางช่วงของเพดานผนังถ้ำซึ่งถูกน้ำนั้นกัดเซาะถล่มลงมากองทับถมรวมกันอยู่บนพื้นดิน เราจะเรียกเพดานถ้ำช่วงที่ถล่มลงมาแบบนี้ว่า “คาร์สวินโดว์”

ซึ่งภายในถ้ำนกนางแอ่นมีอยู่ด้วยกันถึง 6 แห่งบนเพดานของตัวถ้ำนกนางแอ่นเราจะเห็นช่องขนาดใหญ่อยู่เป็นระยะๆ ทำให้ภายในมีแสงสว่างส่องถึงและมีอากาศถ่ายเทตลอดเวลาที่เราเดินสำรวจ ภายในถ้ำเราจะพบประติมากรรมขนาดใหญ่และสวยงามที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ไว้อันผ่านกาลเวลามานับล้านปี

ซึ่งไม่สามารถจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้หมด ไม่ว่าจะเป็นความอลังกาลโอ่โถงของเวิ้งถ้ำ ม่านหินปูนที่เป็นริ้วลายขนาดใหญ่ อีกทั้งหินงอกหินย้อยรูปทรงต่างๆ นานา สวยงามระยิบระยับตาบนสายน้ำที่เย็นเยียบดำสนิทภายในถ้ำนกนางแอ่นนั้นจะมีแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ภายนอกถ้ำส่องสว่างอยู่ตลอดทาง

จึงไม่จำเป็นต้องใช้ไฟฉายส่องนำทาง แต่รูปแบบของการการผจญภัยท่องเที่ยวก็ยังคงอรรถรสความตื่นเต้นอยู่ครบถ้วน เพราะเราจะต้องเดินทางข้ามป่าเขา ลอยตัวผ่านแก่งน้ำอันเชี่ยวกรากไปตามชายเชือก ว่ายน้ำ ไต่เขาเลาะไปตามโขดหินน้อยใหญ่ จนกว่าจะไปสู่คาร์สวินโดว์สุดท้ายอันเป็นจุดหมายปลายทาง

ถ้ำกระแซ

ถ้ำกระแซ ถือเป็นจุดชมวิวที่โด่งดัง และเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดี เพราะถือว่าเป็นจุดที่สวยที่สุด และอันตรายที่สุดของเส้นทางรถไฟสายกรุงเทพฯ น้ำตก หรือที่เรียกกันว่า “เส้นทางรถไฟสายมรณะ” (The Death Railway)ufabet

สามารถเดินออกมาจากปากถ้ำแวะถ่ายรูปบนทางรถไฟได้ หากมองลงไปลอดทางรถไฟจะเห็นเป็นแม่น้ำแควน้อยไหลอยู่ทางด้านล่าง ทำให้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ในแต่ละวันมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติแวะเวียนมาเพื่อมาชมวิวเส้นทางรถไฟสายมรณะบริเวณถ้ำกระแซนี้ เป็นจำนวนมาก

ทางรถไฟสายมรณะ สายนี้สร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยใช้แรงงานเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรและกรรมกรชาวเอเชีย ที่กองทัพญี่ปุ่น เกณฑ์ มาสร้าง เพื่อใช้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ผ่านประเทศพม่า

ปัจจุบันเส้นทางนี้ไปสุดปลายทางที่บ้านท่าเสาหรือสถานีน้ำตกระยะทางจาก สถานีกาญจนบุรีถึงสถานีน้ำตกเป็นระยะทางประมาณ 77 กิโลเมตร “หากนับหมอนหนุนรางรถไฟมีเท่าไหร่ จำนวนผู้คน-เชลยศึกที่ถูกเกณฑ์มาสร้าง ทางรถไฟ สายนี้ก็ตายไปเท่านั้น” นี่คือคำเล่าขานถึงเส้นทางรถไฟสายประวัติศาสตร์ ไทย-พม่า ระยะทางกว่า 415 กิโลเมตรนี้ คือ ความหฤโหด ทารุณ และยากลำบาก ของสิ่งที่เชลยศึกได้รับ จนได้รับการขนานนามว่า “เส้นทางรถไฟสายมรณะ”

สถานีรถไฟถ้ำกระแซ เป็นสถานีรถไฟที่ได้รับความนิยมของการชมเส้นทางรถไฟสายมรณะ นักท่องเที่ยวจะมารอเวลารถไฟที่แล่นผ่านมาในวันเสาร์-อาทิตย์ เป็นรถไฟเที่ยวพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยว ถ้ำกระแซอยู่ห่างจากสถานีนี้เพียงเล็กน้อย ตั้งอยู่ริมหน้าผาใกล้กับทางรถไฟ เคยเป็นที่พักของเชลยศึก ในช่วงที่มีการสร้างทางรถไฟสายมรณะ ไทย-พม่า

ล่องแก่งคลองลำโลน

ล่องแก่งคลองลำโลน คลองลำโลนมีต้นกำเนิดจากเทือกเขาบรรทัดซึ่งเป็นเขตรอยต่อของ 3 จังหวัดคือ พัทลุง ตรัง และสตูล เส้นทางสายน้ำไหลจากป่าต้นน้ำ ก่อให้เกิดน้ำตก “วังสายทอง”

น้ำตกหินปูนที่สวยงาม มีแก่งเล็กๆ ให้เล่นน้ำมากมาย ก่อนที่จะไหลเป็นธารน้ำให้ล่องแก่ง เป็นสายน้ำหลักของป่า ต้นน้ำปากบารา น้ำใสหินสวยเห็นตัวปลา ธรรมชาติ 2 ฝั่งแม่น้ำร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่

กิจกรรมท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมคือ นั่งเรือคายัค พายล่องตามลำน้ำ ผจญภัยเลาะเลี้ยวผ่านเกาะแก่งหินกลางแม่น้ำต่างๆ ประมาณ 16 แก่ง ufaบางช่วงน้ำจะเชี่ยวแรง สร้างความท้าทายและตื่นเต้น ความเย็นสบายของสายน้ำ กับความลุ้นระทึกว่าจะพบกับอะไรในเส้นทางข้างหน้า ทำให้นักท่องเที่ยวสนุกจนลืมเวลาไปเลย

ควรเลือกซื้อบริการทัวร์ล่องแก่ง ที่มีเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัย บริการเสื้อชูชีพและหมวกกันน๊อค เพื่อความปลอดภัยของทุกท่าน ในบริเวณใกล้ๆ กันจะเป็นที่อาศัยของคนพื้นเมือง ที่เรียกกันว่า “เงาะป่า ซาไก” พวกเขายังดำรงชีวิตแบบดั้งเดิม พวกซาไก ส่วนใหญ่ไม่พักอยู่ถาวรจะย้ายถิ่นกันบ่อย ใช้ชีวิตกับธรรมชาติใช้ใบกล้วย ใบหวายมาปูนอน หรือมาทำเป็นหลังคาอาศัย หาหัวเผือก หัวมัน ล่าสัตว์ ชะมดลิงค่าง กระรอก กินกันเป็นอาหาร ไปชมวิถีชีวิตดั้งเดิมแบบกลับสู่สามัญอย่างแท้จริง

ถ้ำเล สเตโกดอน

ถ้ำเล สเตโกดอน เป็นจุดกำเนิดเรื่องราวการศึกษาค้นคว้าทางธรณีวิทยาในจังหวัดสตูล โดยใช้การบูรณาการทุกภาคส่วน ทุกฝ่ายเห็นประโยชน์ที่จะเกิดท้องถิ่นและประเทศชาติร่วมกัน อาทิ หน่วยงานในจังหวัดสตูล, กรมทรัพยากรธรณี, สถาบันวิจัยไม้กลายเป็นหินฯ, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กรมการท่องเที่ยว, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), และภาคส่วนจากชุมชนท้องถิ่นในเขตอุทยานธรณีสตูล

จนเกิดการจัดตั้งอุทยานธรณีสตูลขึ้นเพื่อผลักดันให้เป็นสมาชิกอุทยานธรณีโลกต่อไป พอออกจากถ้ำจะต้องนั่งเรือ 30 นาที นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับป่าชายเลน โดยการต่อเรือไปขึ้นบกที่ท่าเรือท่าอ้อย ด้วยระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร

โดยน้ำในถ้ำจะได้รับอิทธิพลจากน้ำในลำธารและน้ำทะเลขึ้นลงเป็นประจำทุกวัน การท่องเที่ยวภายในถ้ำจะต้องพายเรือลอดถ้ำ และต้องพิจารณาระดับน้ำในถ้ำแต่ละวันด้วย แต่สามารถเข้าถ้ำได้ตลอดทุกฤดูกาล การท่องเที่ยวจะต้องติดต่อที่องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งหว้าล่วงหน้า

เนื่องจากอุทยานธรณีสตูลจะเน้นการท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ นักท่องเที่ยวสามารถชมพิพิธภัณฑ์ทางธรณีก่อนเข้าถ้ำได้ ขณะเดียวกันจะมีมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวด และจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว โดยเน้นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพเพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ตลอดไป

เป็นถ้ำหินปูนที่มีความโดดเด่นทางด้านธรณีวิทยาเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีลักษณะเป็นถ้ำธารลอด (stream cave)ufabet ที่มีความยาวมากไม่ต่ำกว่า 4 กิโลเมตร และยังมีการก่อตัวของหินงอกหินย้อยลักษณะสวยงามแปลกตามากมาย อาทิ หลอดหินย้อย หินปูนฉาบ และม่านหินย้อย เป็นต้น

จึงถือได้ว่าเป็น ถ้ำเป็น (live cave) และที่สำคัญมีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์มีกระดูกสันหลังจำนวนมากบริเวณพื้นลำธารตลอดความยาวของถ้ำ เช่น ขากรรไกรพร้อมฟันกรามล่างของช้างโบราณสเตโกดอน อายุประมาณ 1.8 ล้านปี ถึง 10,000 ปีก่อน แผ่นฟันกรามของช้างโบราณเอลิฟาส กรามแรดโบราณ และเขากวาง เป็นต้น ถือได้ว่าเป็นถ้ำที่มีความโดดเด่นทั้งทางด้านธรณีสัณฐานและด้านซากดึกดำบรรพ์เป็นอย่างมาก

เกาะมหาราช

เกาะมหาราช เป็นสวนสาธารณะที่มีพื้นที่ยื่นออกไปในอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว เป็นสวนสาธารณะและพักผ่อนอยู่ริมฝั่งอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว ตรงข้ามกับแหลมโนนวิเศษของ อำเภอสหัสขันธ์

สามารถนั่งเรือหรือแพขนานยนต์ข้ามฟากถึงกันได้ ในบริเวณเกาะมหาราชมี ศาลาที่พักซึ่งเหมาะแก่การพักผ่อนufabet

อยู่ริมฝั่งอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาวตรงข้ามกับแหลมโนนวิเศษ อำเภอสหัสขันธ์ สามารถนั่งเรือหรือแพขนานยนต์ข้ามฟากได้ขณะนี้จังหวัดได้ทำโครงการพัฒนาถนนรอบเกาะเพื่อความสะดวกในการเดินทาง

ตลาดน้ำคลองลัดมะยม

ตลาดน้ำคลองลัดมะยม ซื้อสินค้า ของฝาก ของที่ระลึกผัก ผลไม้ อาหารคาว หวาน และสินค้าผลิตภัณฑ์ของคนในชุมชนต่างมากมาย
– เที่ยวชมภายในสวนเกษตร สวนกล้วยไม้ลุงเฉลียว สวนกล้วยไม้ลุงนิยม แปลงผักไฮโดรโปนิกส์ ชมนาบัว
สวนเครื่องต้มยำ
– การผลิตพลังงาน (ก๊าซชีวภาพ) ใช้เองในชุมชน ใช้โซล่าเซลส์เติมออกซิเจนน้ำในคลองเพื่อบำบัดน้ำเสีย
– ล่องเรือชมวิถีชีวิตชุมชนริมสองฝั่งคลอง สัมผัสบรรยากาศสดชื่น
– เรียนรู้การทำอาหารไทย แกงเขียวหวาน แกงส้ม ต้มยำ
– พักโฮมสเตย์ บ้านสว่างจันทร์

การเดินชม เลือกซื้อสินค้าเกษตรผัก ผลไม้จากคนในชุมชนตลาดน้ำคลองลัดมะยม
– ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ชุมชน ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรufabet
– โครงการอนุรักษ์คลอง
– บริการเรือนำเที่ยวทั้งเรือยนต์และเรือพาย
– เรียนรู้การทำอาหารไทย
– ล่องเรือชมสวนเกษตร สวนกล้วยไม้ลุงเฉลียว สวนกล้วยไม้ลุงนิยม แปลงผักไฮโดรโปนิกส์ ชมนาบัว สวนเครื่องต้มยำ
– ที่พักโฮมสเตย์
– เยี่ยมชมโรงเพาะเห็ดชุมชน